Shoot and Share 2019

ปี 2019 เรามีแผนการที่จะเดินทางไปยัง Mustang และเนื่องจากยังมีฟิล์มเหลือมาจากโครงการ Shoot and Share ที่ไกรลาสในปีก่อน จึงคิดว่าน่าจะนำไปด้วย โดยตั้งใจจะนำไปถ่ายให้กับเด็กๆทุกคนที่บ้านเด็กที่เกเชโซนัมอุปการะไว้ที่เมืองที่เมือง Jomsom เมื่อไปถึงทีมงานได้ช่วยกันถ่ายรูปน้องๆทุกคน ซึ่งมีถึง 39 คน บางคนก็เขิน บางคนก็โพสท่าได้อย่างเมามัน ถ่ายเสร็จเราเก็บอุบเงียบไว้ เพื่อนำไปผลิตและนำมาให้เป็นของขวัญในวันสุดท้ายที่เจอกันอีกสิบวันต่อมา น้องๆทั้งขำทั้งภูมิใจกับรูปตัวเองมาก เก็บกันไว้อย่างดี ส่วนพวกพี่ๆนี่ยิ้มแก้มแทบปริ ฟิล์มที่เหลือเราทยอยถ่ายให้ผู้คนในแต่ละเมืองของ Mustang เมื่อเราไปถึงและพอจะมีเวลา การถ่ายรูปนำพาให้เราได้สัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ในทุกๆที่ ทั้งเด็กซนในหมู่บ้าน ที่พอถ่ายเสร็จเด็กๆตื่นเต้นมาก ไปตามครอบครัวเขามาอีก เพราะอยากให้พ่อ แม่ พี่ได้ถ่ายรูปด้วย  ยังมีคนจูงม้าที่เคยเดินผ่านเราไปขณะเรา Trekking โดยไม่รู้จักกัน เมื่อมาถึงหมู่บ้านและถ่ายรูปเสร็จเขาบอกว่า จำได้ไหมเขากับม้าเดินผ่านเราไประหว่างทางนะ  โอ้! และสุดท้ายที่ Lo Manthang เป็นที่ซึ่งเราหยุดพักนาน จึงได้พยายามใช้เวลาถ่ายรูปให้ผู้คนที่นั่น ซึ่งมีเหลืออยู่ในหมู่บ้านไม่มาก เพราะเป็นฤดูหนาวไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยว ผู้คนอพยพเข้าไปหางานทำกันในเมือง เราประทับใจกลุ่มพี่ๆจิ๊กโก๋รุ่นใหญ่ ที่นั่งรวมตัวกันที่ทางแยก เห็นพวกพี่มาหลายวันแล้ว ไม่กล้าทักเลย วันหนึ่งได้โอกาส ค่อยๆเข้าไปทำความรู้จักและชวนถ่ายรูป โอ้โห พี่ชวนคุยไม่หยุด พวกเราก็พูดกับเขาไม่ค่อยจะรู้เรื่องซะด้วย …

Read moreShoot and Share 2019

  
      

ทะเลสาบมาปัม

Lake Mapam ทะเลสาบมาปัมคล้ายดั่งมันดาลาของเทอร์คอยซ์ เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นน้ำเต็มเปี่ยม คำพุทธพยากรณ์กล่าวว่า
ทะเลสาบแห่งนี้เรียกว่า ทะเลสาปที่น้ำไม่เคยอุ่น เป็นต้นน้ำแก่แม่น้ำทั้งสี่
นทีซึ่งเหล่าปลาแหวกว่ายและนาคลงเล่น และเพราะที่นี้เป็นที่ซึ่งนาคทั้งแปดเหล่าสถิตอยู่ จึงปรากฏเหมือนมันดาลาแห่งเทอร์คอยซ์ มีน้ำตกมาจากสรวงสวรรค์
ดั่งสายธารแห่งน้ำนม ดั่งสายฝนอันเป็นทิพย์
ที่ซึ่งร้อยเหล่าเทพสรงน้ำ
น้ำแห่งกุศลทั้งแปดประการ =มิลาเรปะ= มาปัม เป็นชื่อภาษาทิเบตแปลว่า ทะเลสาบแห่งชัยชนะ ทะเลสาบนี้ยังมีชื่อภาษาสันสกฤตว่ามนัสโรวาร์ ซึ่งมาจากคำว่า ‘มนัส’ ซึ่งแปลว่าจิต และ ‘สโรวารา’ ซึ่งแปลว่าทะเลสาบหรือสระน้ำขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับไกรลาส ความศักดิ์สิทธิ์ของทะเลสาบมาปัมปรากฏในหลายศาสนาและความเชื่อ ชาวพุทธเชื่อว่า ทะเลสาบนี้คือสระอโนดาต ตามคติพุทธนั้นสระนี้อยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุ มีเทวดาและนาคคอยดูแลรักษา เป็นที่สรงน้ำของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธ พระอรหันต์ รวมทั้งเหล่าเทพเทวดา สระนี้แวดล้อมด้วยภูเขาสูง 5 ลูกโอบสระไว้ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ส่องให้ร้อน น้ำในทะเลสาบจึงมีความเย็นและสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ และแม้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายแต่น้ำในทะเลสาบก็ไม่เคยพร่องไปเลย ชาวพุทธเพินเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ ก็ได้มาสรงน้ำที่นี้ นอกจากนั้นในคติพุทธทิเบตยังเชื่อว่าน้ำในทะเลสาบสามารถกำจัดกิเลสและความมัวหมองของจิตใจและความคิด รวมทั้งชำระล้างบาปกรรม การได้จาริกไปรอบทะเลสาบเป็นการบำเพ็ญบุญกุศล ชาวทิเบตยังเชื่อว่าปลาจากทะเลสาบสามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด สำหรับชาวฮินดู ทะเลสาบนี้ถูกสร้างขึ้นจากจิตของพระพรหม (จึงเป็นที่มาของชื่อมนัสโรวาร์) เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่มีความบริสุทธิ์ น้ำจากสระสามารถชำระล้างแม้กระทั่งบาปกรรมที่สั่งสมมานับร้อยชาติ ผู้ที่ได้ดื่มน้ำจากสระเมื่อสิ้นอายุขัยจะได้ไปจุติในดินแดนของพระศิวะ

  
      

ภูเขาไกรลาส

Kailash Mountain คำพุทธพยากรณ์กล่าวว่า ภูเขาหิมะแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของโลก ที่ซึ่งสิงโตหิมะเต้นรำ ยอดเขานั้นเป็นดั่งสถูปแก้ว สวรรค์สีขาวเปล่งประกายของพระเต็มชก ภูเขาหิมะที่ล้อมรอบไกรลาสอยู่นั้น ล้วนเป็นสถานแห่งอรหันต์ทั้งห้าร้อย ที่ซึ่งเทพทั้งแปดเหล่าล้วนสักการะ รายล้อมไปด้วยเนินเขาและบึงน้ำ อุดมไปด้วยพืชพรรณหอมอบอวล ต้นกำเนิดทิพยโอสถ ถิ่นแห่งโยคีผู้บรรลุธรรมทั้งหลาย ณ ที่นี้เอง จักเป็นที่สำเร็จซึ่งสมาธิ ไม่มีที่ใดประเสริฐกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีที่ใดมหัศจรรย์กว่านี้อีกแล้ว =มิลาเรปะ= เรื่องราวแห่งภูเขาไกรลาส เขาไกรลาสเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญซึ่งพระอาจารย์มาร์ปะได้กำชับไว้ให้ท่านมิลาเรปะเดินทางมาภาวนา เพื่อเป็นการเชื่อมโยงและรำลึกถึงท่าน เราจึงได้เดินทางไปเพื่อจาริกและถ่ายทำภาพของเพลงสังสารเสสรวลที่นี่ ไกรลาสมีหลายชื่อเรียกและมีหลายตำนานความเชื่อ และคงเป็นไม่กี่สถานที่ในโลกที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาจากผู้คนในหลายศาสนา ผู้ศรัทธากล่าวถึงเขาไกรลาสว่าเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล เป็นแกนเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับสวรรค์ หรือโลกกายภาพกับโลกทางจิตวิญญาณ เขาไกรลาสยังมีรูปทรงคล้ายปิรามิดและยังมีความแปลกที่ทั้งสี่ด้านของภูเขานั้น หันตรงไปยังทิศทั้งสี่ตามเข็มทิศ และที่ตั้งของไกรลาส อยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือเป็นระยะทาง 6,666 กม. อยู่ห่างจากขั้วโลกใต้ 13,332 กม. (สองเท่าของระยะจากขั้วโลกเหนือ) และอยู่ห่างจาก Stonehenge เป็นระยะทาง 6,666 กม.เช่นกัน Credit Picture : Google Earth ชาวพุทธวัชรยานเชื่อว่าที่นี่เป็นที่ประทับของพระยีตัมองค์สำคัญคือพระเต็มชก (จักรสัมวระ) ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีปางพิโรธและพระฑากินีวัชรวราหิ และสำหรับชาวพุทธเพิน เชื่อว่าที่นี่เป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้าเติมปา …

Read moreภูเขาไกรลาส

  
      

เรื่องราว จากเขาคิชฌกูฏ

เรื่องราวจากเขาคิชฌกูฏ เขาคิชฌกูฏ สถานที่หลักซึ่งเราตั้งใจไว้ว่าจะไปนำภาพมาเพื่อประกอบบทเพลงก็คือ เขาคิชฌกูฏ หรือมีอีกชื่อเรียกว่าเขานกแร้ง (Vulture’s Peak) เพราะมีลักษณะคล้ายนกแร้ง ปัจจุบันเขาคิชฌกูฏอยู่ในเมืองราชคฤห์ เขาคิชฌกูฏแห่งนี้ตามพุทธประวัติกล่าวไว้ว่าเป็นสถานที่ซึ่งพระพุทธองค์ได้เสด็จมาประทับและแสดงธรรม โดยมีพระสูตรเกิดขึ้นที่นี่หลายพระสูตร ซึ่งปรัชญาปารมิตาสูตรก็เป็นพระสูตรสำคัญซึ่งมีต้นกำเนิดในสถานที่นี้ ดังสาระในช่วงเริ่มต้นของปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตรที่ระบุไว้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้
สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์
พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ และพระโพธิสัตว์จำนวนมาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสแสดงธรรมโดยปริยายแล้ว 
ได้ทรงธำรงอยู่ในสมาธิชื่อว่า คัมภีรโอภาส เราค่อยๆเดินขึ้นไปตามบันไดทางขึ้นซึ่งทำไว้อย่างกว้างขวาง ระหว่างเดินขึ้นบันไดไปทีละขั้นก็นึกย้อนไปในอดีตกาล จินตนาการเอาเองว่าทางขึ้นน่าจะยิ่งลำบากกว่านี้มากแต่ก็คงจะเงียบสงบ  ไม่ได้มีผู้คนที่มาพึ่งพิงสถานที่แห่งนี้มากมายอย่างในปัจจุบันที่ทางขึ้นขวักไขว่ไปด้วยสารพัดผู้คน ไม่ว่าจะเป็นผู้ศรัทธา นักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้า และยังมีเหล่าขอทาน รวมทั้งสัตว์ต่างๆ เมื่อใกล้จะถึงยอดเขา เราเดินผ่านถ้ำของพระอัครสาวกทั้งสอง คือพระโมคคัลลานะ และถ้ำของพระสารีบุตร ซึ่งอันที่จริงถ้ำที่ผู้ไปเยือนมักเรียกกันว่าถ้ำของพระสารีบุตรนี้ มีชื่อว่า ถ้ำสุกรขาตา ซึ่งหมายถึงเพิงผารูปเหมือนคางหมู เป็นสถานที่ซึ่งพระสารีบุตรได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ หลังจากได้ฟังทีฆนขสูตร ซึ่งพระพุทธองค์แสดงแก่ทีฆนขปริพาชก (ผู้เป็นหลานชายของพระสารีบุตร) บริเวณยอดเขามีพื้นที่ไม่กว้างนัก จากทางขึ้นจะพบซากอิฐก่อฐานสี่เหลี่ยม ซึ่งเชื่อว่าเป็นกุฏิของพระอานนท์ และใจกลางบริเวณเป็นที่ตั้งของมูลคันธกุฎี ซึ่งเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นกุฏิที่ไม่ใหญ่เลย กว้างประมาณ 3 ศอกคืบ และยาวประมาณ 4 ศอกเท่านั้น แม้เป็นบริเวณแคบๆ …

Read moreเรื่องราว จากเขาคิชฌกูฏ

  
      

คำแปล ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร แปลจากฉบับภาษาสันสกฤต โดย อ.ประมวล เพ็งจันทร์ ขอนอบน้อมแด่พระแม่ปรัชญาปารมิตาพระพุทธมารดา ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทับอยู่ ณ เขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ และพระโพธิสัตว์จำนวนมากก็ในสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสแสดงธรรมโดยปริยายแล้วได้ทรงธำรงอยู่ในสมาธิชื่อว่า  คัมภีรโอภาส ณ เวลาเดียวกันนั้นแล พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้ทรงคุณอันประเสริฐพระผู้เป็นมหาสัตว์ได้บำเพ็ญอยู่ซึ่งปรัชญาปารมิตาภาวนาอันละเอียดลึกซึ้งจนหยั่งลงเห็นขันธ์ ๕ โดยสภาวะความหมายแห่งความเป็นศูนย์ ขณะนั้นแลด้วยพุทธานุภาพแห่งพระพุทธองค์ได้ดลบันดาลให้พระสารีบุตรกล่าวถามพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ผู้ทรงคุณอันประเสริฐว่า หากแม้นมีกุลบุตรกุลธิดาผู้ใดปรารถนาความรู้แจ้งประสงค์จะบำเพ็ญปรัชญาปารมิตาภาวนาอันลึกซึ้งนี้ เธอผู้นั้นพึงฝึกฝนภาวนาอย่างไร? พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้ทรงคุณอันประเสริฐพระผู้เป็นมหาสัตว์ได้กล่าวตอบพระสารีบุตรว่าท่านสารีบุตร! หากกุลบุตรกุลธิดาผู้ใดปรารถนาความรู้แจ้งประสงค์จะบำเพ็ญปรัชญาปารมิตาภาวนาอันลึกซึ้งนี้เธอผู้นั้นพึงฝึกฝนภาวนาให้เกิดญาณหยั่งเห็นขันธ์ ๕เป็นสภาวะแห่งความหมายอันเป็นศูนย์ท่าน สารีบุตร! รูปนี้มีความหมายเป็นศูนย์ ความเป็นศูนย์นั้นแลปรากฏเป็นรูปความเป็นรูปมีค่าไม่ต่างจากความเป็นศูนย์และความเป็นศูนย์ก็มีความหมายไม่ต่างจากความเป็นรูปรูปเป็นเช่นไร ศูนย์ก็เป็นเช่นนั้นศูนย์มีความหมายอย่างไร รูปก็มีความหมายอย่างนั้นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นเช่นเดียวกันนั้นแล ท่านสารีบุตร! สังขตธรรมทั้งปวงมีลักษณะเป็นศูนย์คือ ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีดับไป ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่พร่อง ไม่เต็มท่านสารีบุตร ! เพราะเป็นเช่นนี้แลในศูนยตาวิหารธรรมจึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณไม่มีตา-หู-จมูก-ลิ้น-กาย-ใจไม่มีรูป-เสียง-กลิ่น-รส-กายสัมผัส-ธรรมารมณ์ไม่มีจักษุธาตุ ไปจนถึงไม่มีมโนวิญญาณธาตุไม่มีวิชชาและไม่มีอวิชชา ไม่มีความแก่และความตายไม่มีทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรคไม่มีญาณ ไม่มีการบรรลุและไม่มีการไม่บรรลุ …

Read moreคำแปล ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร

  
      

บทสรรเสริญโดยคุรุนาโรปะ

มิลาเรปะ ผู้เป็นดั่งแสงแห่งดินแดนทางทิศเหนือ ที่มาของบทสรรเสริญมิลาเรปะโดยคุรุนาโรปะ เมื่อผ่านพ้นความยากลำบากของการสลายบาปกรรมทั้งหลาย มิลาเรปะก็ได้เป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มาร์ปะโดยสมบูรณ์ ท่านอาจารย์มาร์ปะได้มอบมนตราภิเษกและคำสอนให้มิลาเรปะ และให้มิลาเรปะไปบำเพ็ญสมาธิในถ้ำตักญา ระหว่างนั้นท่านอาจารย์มาร์ปะเดินทางไปสอนและปฏิบัติภารกิจต่างๆ และต่อมาท่านก็ได้รับสัญญาณบอกจากพระฑากินีว่าท่านอาจารย์นาโรปะได้ละสังขารแล้ว ช่วงเวลาต่อมา ขณะที่มิลาเรปะก็ยังบำเพ็ญสมาธิอยู่ในถ้ำ พระฑากินีได้แนะนำมิลาเรปะให้ขอคำสอนเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายจิตจากอาจารย์มาร์ปะ ซึ่งเมื่อมิลาเรปะได้ไปขอคำสอน อาจารย์มาร์ปะจึงรู้ว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องกลับไปอินเดียอีกครั้ง ซึ่งเมื่อท่านกลับไป ก็ได้รับแต่คำบอกเล่าว่า ท่านมาช้าเกินไป เพราะท่านอาจารย์นาโรปะได้ละสังขารไปเสียแล้ว อย่างไรก็ตามครูบาอาจารย์หลายท่านก็ให้คำแนะนำในการภาวนาถึงอาจารย์นาโรปะรวมทั้งทำพิธีกรรมและบำเพ็ญกุศลต่าง และยังทำนายว่ามาร์ปะจะต้องได้พบกับท่านนาโรปะอย่างแน่นอน มาร์ปะเที่ยวออกตามหาท่านอาจารย์นาโรปะทุกแห่งหนที่สามารถจะไปได้ และทำพิธีถึงท่านอยู่เป็นแรมเดือน ในที่สุดเมื่อมาร์ปะสามารถทำสมาธิถึงพระอาจารย์นาโรปะด้วยจิตแน่วแน่ต่อเนื่องเป็นเวลาเจ็ดวัน ท่านนาโรปะก็ปรากฏขึ้นและได้มอบคำสอนที่เหลือให้จนหมดสิ้น และเมื่อมาร์ปะอธิบายว่าการมาครั้งนี้เนื่องมาจากมิลาเรปะได้ขอให้มอบคำสอนให้ ท่านนาโรปะจึงได้ขับขานบทสรรเสริญว่า བྱང་ཕྱོགས་མུན་པའི་སྨག་རུམ་ན།།གངས་ལ་ཉི་མ་ཤར་འདྲ་བ།།ཐོས་པ་དགའ་ཞེས་བྱ་བ་ཡི།།སྐྱེ་བོ་དེ་ལ་ཕྱག་འཚལ་ལོ།། ชังชก มุนเป มักรุม นาคังลา ญีมา ชาร์ตา วาเทอปา กาเย ชาร์วา ยีเคโป เทลา ชักซา โล ที่ดินแดนทางทิศเหนืออันมืดมนอนธการยังมีผู้เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ส่องแสงเจิดจ้าบนพื้นหิมะคือท่านเทอปากาผู้ดำรงอยู่ข้าฯขอน้อมคารวะท่าน April 20, 2019 ตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ … ตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ 15 ข้อ April 20, …

Read moreบทสรรเสริญโดยคุรุนาโรปะ

  
      

ตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ 15 ข้อ

ตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ 15 ข้อ เมื่อมิลาเรปะขับขานคีตาในบททดสอบศรัทธา ในฝูงชนนั้นมีเพียงเรชุงมาที่เข้าใจความหมายของคีตานี้ นางจึงยืนขึ้นและกล่าวกับมิลาเรปะว่า “หากพูดถึงการเข้าถึงของคุรุของข้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความประพฤติปฏิบัติใดๆ ข้าไม่เคยมีความสงสัยเลยแม้แต่น้อย โปรดฟังเพลงของข้าด้วย” และนางก็ได้ขับขานคีตาชื่อ “ความตระหนักรู้ 15 ข้อ” (1) ขอกราบนอบน้อมแด่คุรุทั้งหลาย และพระอาจารย์ผู้เป็นดั่งบิดา ข้าเคารพท่านอย่างมั่นคงยิ่ง และศรัทธาท่านอย่างไม่เปลี่ยนแปลง (2) สิ่งประเสริฐทั้งสามล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ในหมู่ (องค์พระ) ข้าไม่สามารถแบ่งแยก ด้วยคำอธิบายธรรมผ่านการกระซิบบอก ที่ท่านอาจารย์มอบให้ ไม่มีคำที่ล้อเล่นหรือไร้สาระ ในการปฏิบัติพระยีตัม หัวใจหลักคือพระอาจารย์ ไม่มีเวลาใดแม้แต่ช่วงเดียว สรรพสิ่งที่ปรากฏโดยธรรมชาติแล้ววิเศษ แต่ข้าไม่ถือว่ามีสาระมากมาย และไม่ยึดติดมันด้วยความเคยชินของจิต ในจิตนั้น สิ่งที่สำคัญคือ”แสง” ไม่มีการปนเปื้อนด้วยความคิดที่รบกวน ในธรรมชาติที่แท้ของชีวิต ในสภาวะของจิต ไม่มีกิเลสของผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ ในธรรมชาติของสภาวะจิต ไม่มีพื้นฐานที่ทำให้ความคิดเกิดขึ้นได้เลย (3) จิตนั้นโดยธรรมชาติคือธรรมกาย ไม่ถูกทำให้มัวหมองโดยรูปใดๆ และไม่มีรูป กายของเราเป็นที่ชุมนุมของโรคทั้งสี่ และเราก็ไม่ควรทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนฝูง มารและโชคร้ายทั้งหลายควรใช้เป็นเครื่องขัดเกลาศรัทธา ไม่มีความจำเป็นต้องแสวงหาการทำนายใดๆ ความฝันเป็นภาพลวงของความคิดที่ปรากฎขึ้น ไม่ควรไปคิดว่าเป็นจริงหรือยึดติดกับมัน ให้อภัยศัตรู เพราะเขาคือครูที่แท้ …

Read moreตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ 15 ข้อ

  
      

ตอนที่ 4: การทดสอบศรัทธา

ตอนที่ 4: การทดสอบศรัทธา วันหนึ่ง เรชุงมาเดินทางไปพบมิลาเรปะเมื่อท่านไปพักแรมที่อื่น และได้พบมิลาเรปะกำลังอยู่ในหมู่ผู้คนมากมาย มิลาเรปะต้องการทดสอบศรัทธาของนาง จึงขับขานคีตา: ขอกราบนอบน้อมแด่ท่านคุรุทั้งหลาย ที่ยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ (1) ขอท่านผู้มีศรัทธาทั้งหลายจงฟัง ถ้าท่านไม่สามารถละไปจากกิเลสทางโลกทั้งแปดได้ ก็จงอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ศรัทธา เพราะศรัทธาของท่านอาจสั่นคลอนเมื่อสภาวะคับแค้นมาถึง หากท่านไม่สามารถละจากอกุศลกรรมทั้งสิบ จงอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้มีศีล มันมีแต่จะทำให้ตกต่ำ ถ้าความคิดยังรบกวนจิตใจท่าน จงอย่างเรียกว่าเป็นผู้อยู่ในศีลตันตระ มันมีแต่จะทำให้ตกนรกแห่งวัชระ (2) จงอย่างวิพากษ์วิจารณ์คำสอนของนิกายอื่น ถ้าเธอยังไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ด้วยใจเป็นธรรม มิฉะนั้นเธอจะผิดต่อหลักธรรม และมันจะแผดเผาจิตเธอจนไหม้เกรียม ถ้าเธอยังไม่ตระหนักถึงภาพลวงของชีวิตทั้งปวง อย่าลืมการประกอบกุศลและละการทำบาป หาไม่แล้วเธอจะตกอยู่ในอบายภูมิทั้งสาม ถ้าเธอยังไม่เข้าใจจิตของผู้อื่น อย่าดูหมิ่นหรือประณามความเห็นเขา ฉะนั้นแล้วเธอนั้นแหล่ะจะหลงผิดจากความคิดและอัตตาของตัวเอง (3) ถ้าเธอยังไม่สามารถประสานจิตเข้ากับสภาวธรรม อย่าโอ้อวดประสบการณ์ทางธรรมของตน ฉะนั้นแล้วมารจะขัดขวางความก้าวหน้าของเธอ ถ้าเธอยังไม่สามารถเข้าถึงสภาวะที่เหนือคำบรรยาย อย่าโอ้อวดว่าเธอบรรลุถึงความเข้าใจ ฉะนั้นแล้วเธอจะตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา ได้แต่รอคอยผล แต่จะไม่ได้ลิ้มรสเลย ถ้าเธอยังไม่ได้เข้าถึงภูมิ ที่การกระทำเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จงอย่าทำสิ่งที่เธอจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นหินผูกสลิงที่ขว้างไป ก็จะย้อนกลับมาโดนหัวตัวเอง (4) จากปากของข้าธรรมะได้ถูกเผยแผ่ไป เป็นสิ่งมีค่าที่ควรเก็บรักษาไว้ในใจ และทำความเข้าใจ และจดจำให้ขึ้นใจ ในฝูงชนนั้นมีเพียงเรชุงมาที่เข้าใจความหมายของคีตานี้ นางจึงยืนขึ้นและกล่าวกับมิลาเรปะว่า “หากพูดถึงการเข้าถึงของคุรุของข้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความประพฤติปฏิบัติใดๆ …

Read moreตอนที่ 4: การทดสอบศรัทธา

  
      

ตอนที่ 3: การตรวจสอบตัวเอง

ตอนที่ 3: การตรวจสอบตัวเอง เมื่อได้ยินเรื่องราวชีวิตของท่าน ความศรัทธาของหญิงทั้งหลายก็ยิ่งแก่กล้า พวกนางกราบขอร้องให้มิลาเรปะรับพวกนางเป็นคนใช้ มิลาเรปะกล่าวว่า “หญิงเอาแต่ใจจากตระกูลเศรษฐี ถ้าพวกเจ้ามากับข้า เจ้าจะไม่สามารถทนทุกข์ทรมานของชีวิตแบบนี้ได้หรอก ถ้าต้องการปฏิบัติธรรม ก็จะต้องใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ แต่ข้าไม่คิดว่าพวกเจ้าจะรับไหว” จากนั้นมิลาเรปะก็ขับขานคีตา บทที่เรียกว่า “การตรวจสอบตัวเอง” (1) ข้าขอกราบแทบเท้าท่านมาร์ปะนักแปล หากเธอ พี่น้องหญิงทั้งห้า ต้องการปฏิบัติธรรมจริงแล้ว และยืนยันที่จะมากับข้า ขอให้คิดทบทวนบทเพลงนี้ และคำตอบจะปรากฎขึ้นต่อเธอเอง เธอควรถามตัวเองว่า “เรามีความอดทนที่จะใช้ชีวิตแบบละโลกได้หรือเปล่า เรามีความมุ่งมั่นที่จะละกิเลสของสังสารวัฏ เพื่อปฏิบัติตามคำสอนของคุรุแล้วหรือ?” แม้เธอจากบ้านมา สถานที่เป็นดั่งคุกกักขังของมาร แต่เธอสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่เสื่อมโทรมได้หรือ แม้เธอสามารถตระหนักได้ ว่าความผูกพันธ์เครือญาติอาจเป็นดั่งบ่วงของมาร แต่เธอสามารถมีเพียงคุรุได้หรือ (2) แม้เธอจะรู้สึกว่าอาหารและความร่ำรวย เป็นดั่งการล่อลวงของมาร เป็นยาพิษ แต่เธออยู่อย่างยากไร้และทนต่อความยากลำบากได้หรือ แม้เธอสามารถสละเสื้อผ้าขนสัตว์อันอ่อนนุ่มจากอู เธอสามารถสร้างสันติสุขภายในและไฟตุมโมได้หรือ แม้เธอจากคนรักมา แต่เธอสามารถอยู่ในดินแดนร้างที่ไร้ผู้คนได้หรือ แม้เธอละจากกิเลสทางโลกทั้งแปด แต่เธอสามารถอยู่อย่างเรียบง่ายและต่ำต้อยได้หรือ แม้เธอจะเข้าใจว่าชีวิตนี้ไม่เที่ยง แต่เธอเข้าใจหรือไม่ว่าเธออาจจะตายได้ตลอดเวลา นี่คือหนทางปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของลามะกายา เป็นวิถีของสายการปฏิบัติของเรา เธอตามเรามาได้หากคำตอบของเธอคือใช่ และข้าจะมอบคำสอนตันตระให้ รวมทั้งอรรถกถาของหนทางปฏิบัติ และจะมอบมนตราภิเษก เมื่อได้ยินคีตานี้แล้วหญิงทั้งหมดก็มีปีตีสุขเป็นอย่างมาก เรชุงมากล่าวว่า …

Read moreตอนที่ 3: การตรวจสอบตัวเอง

  
      

ตอนที่ 2: เรชุงมาตัดสินใจขอเป็นศิษย์

ตอนที่ 2: เรชุงมาตัดสินใจขอเป็นศิษย์ เมื่อได้ฟังคีตาของมิลาเรปะที่ได้ตอบข้อท้าทายเรื่องภูเขาหิมะและทะเสาปมาปัม เรชุงมาผู้ที่เป็นผู้นำของหญิงทั้งหลายและยืนอยู่ตรงกลาง ก็รู้สึกถึงศรัทธาที่เปี่ยมล้นขึ้นมา น้ำตาไหลพรากมาที่แก้ม เธอปลดหยกที่ประดับอยู่ที่เข็มขัดและอัญมณีต่างๆจากเครื่องประดับศีรษะ กราบลงต่อหน้ามิลาเรปะ และกล่าวด้วยน้ำตาว่า “เราหญิงสาวห้าคนขอให้ท่านสอนธรรมะให้เราด้วยเถิด เรากราบขอให้ท่านมอบอรรถกถาอันลึกล้ำ เราได้ตัดสินใจจะปฏิบัติธรรมในอาศรม” จากนั้นเธอได้ขับขานคีตา: (1) ดุจดั่งไฟจุดต่อกันจากดวงหนึ่งไปยังอีกดวงหนึ่ง คำสอนจะถูกส่งผ่านแล้ว จากธรรมกาย ดอร์เจชัง ผู้ประเสริฐ ผู้ถือครองคำสอนอันยิ่งใหญ่ ท่านผู้เปี่ยมด้วยกรุณาและบรรลุแล้วซึ่งโพธิญาณ ท่านไม่ใช่ติโลปะและนาโรปะหรอกหรือ ท่านผู้เดินทางไปทั่วอินเดียด้วยความตรากตรำ ท่านมิใช่มารปะนักแปลหรอกหรือ ท่านผู้ผ่านการทดสอบจากพระอาจารย์มารปะ ท่านมิใช่มิลาเรปะผู้มีศรัทธายิ่งใหญ่หรอกหรือ  กายอันเปล่าเปลือยของท่านเปี่ยมด้วยความสง่า วาจาของท่านลุ่มลึกและไพเราะ จิตอันเมตตาของท่านฉายแสงเจิดจ้า ข้าขอกราบ กาย วาจา ใจ ของท่านบิดาเรปะ(2) เราทั้งห้าที่ได้มายังการชุมนุมนี้ คงจะมีบุญเล็กน้อยอยู่บ้างจากชาติก่อนๆ เราได้รับกายมนุษย์อันประเสริฐ แต่เกิดมาต้อยต่ำ เราไม่สามารถทำให้ตัวเองสามารถปฏิบัติธรรมได้ วันนี้ เพราะพรของท่าน พระอาจารย์ผู้ประเสริฐ ศรัทธาเพิ่มพูนเต็มเปี่ยมใจเราแล้ว หยกมีค่าที่เข็มขัดของข้า และอัญมณีเครื่องประดับศีรษะ ข้าขอมอบเป็นเครื่องบูชา ขอท่านมอบคำสอนของพระพุทธเจ้า ขอท่านเล่าเรื่องราวชีวิตของท่าน มิลาเรปะตอบหญิงสาวว่า “เราไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องใช้อัญมณีเครื่องประดับเหล่านี้ หากเธอมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติธรรม ยังมีคุรุที่ดีกว่าและปราดเปรื่องกว่าเรามากนัก จงไปขอพระธรรมจากท่านเหล่านั้นเถิด เราไม่สนใจเสื้อผ้าและอาหารใดๆ …

Read moreตอนที่ 2: เรชุงมาตัดสินใจขอเป็นศิษย์