ทะเลสาบมาปัม

Lake Mapam ทะเลสาบมาปัมคล้ายดั่งมันดาลาของเทอร์คอยซ์ เมื่อเข้าไปใกล้ๆ ก็เห็นน้ำเต็มเปี่ยม คำพุทธพยากรณ์กล่าวว่า
ทะเลสาบแห่งนี้เรียกว่า ทะเลสาปที่น้ำไม่เคยอุ่น เป็นต้นน้ำแก่แม่น้ำทั้งสี่
นทีซึ่งเหล่าปลาแหวกว่ายและนาคลงเล่น และเพราะที่นี้เป็นที่ซึ่งนาคทั้งแปดเหล่าสถิตอยู่ จึงปรากฏเหมือนมันดาลาแห่งเทอร์คอยซ์ มีน้ำตกมาจากสรวงสวรรค์
ดั่งสายธารแห่งน้ำนม ดั่งสายฝนอันเป็นทิพย์
ที่ซึ่งร้อยเหล่าเทพสรงน้ำ
น้ำแห่งกุศลทั้งแปดประการ =มิลาเรปะ= มาปัม เป็นชื่อภาษาทิเบตแปลว่า ทะเลสาบแห่งชัยชนะ ทะเลสาบนี้ยังมีชื่อภาษาสันสกฤตว่ามนัสโรวาร์ ซึ่งมาจากคำว่า ‘มนัส’ ซึ่งแปลว่าจิต และ ‘สโรวารา’ ซึ่งแปลว่าทะเลสาบหรือสระน้ำขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับไกรลาส ความศักดิ์สิทธิ์ของทะเลสาบมาปัมปรากฏในหลายศาสนาและความเชื่อ ชาวพุทธเชื่อว่า ทะเลสาบนี้คือสระอโนดาต ตามคติพุทธนั้นสระนี้อยู่บริเวณเชิงเขาพระสุเมรุ มีเทวดาและนาคคอยดูแลรักษา เป็นที่สรงน้ำของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธ พระอรหันต์ รวมทั้งเหล่าเทพเทวดา สระนี้แวดล้อมด้วยภูเขาสูง 5 ลูกโอบสระไว้ไม่ให้โดนแสงอาทิตย์ส่องให้ร้อน น้ำในทะเลสาบจึงมีความเย็นและสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ และแม้เป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายแต่น้ำในทะเลสาบก็ไม่เคยพร่องไปเลย ชาวพุทธเพินเชื่อว่าพระพุทธเจ้าเติมปา เชนรับ ก็ได้มาสรงน้ำที่นี้ นอกจากนั้นในคติพุทธทิเบตยังเชื่อว่าน้ำในทะเลสาบสามารถกำจัดกิเลสและความมัวหมองของจิตใจและความคิด รวมทั้งชำระล้างบาปกรรม การได้จาริกไปรอบทะเลสาบเป็นการบำเพ็ญบุญกุศล ชาวทิเบตยังเชื่อว่าปลาจากทะเลสาบสามารถนำมาทำเป็นยารักษาโรคได้หลายชนิด สำหรับชาวฮินดู ทะเลสาบนี้ถูกสร้างขึ้นจากจิตของพระพรหม (จึงเป็นที่มาของชื่อมนัสโรวาร์) เป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ที่มีความบริสุทธิ์ น้ำจากสระสามารถชำระล้างแม้กระทั่งบาปกรรมที่สั่งสมมานับร้อยชาติ ผู้ที่ได้ดื่มน้ำจากสระเมื่อสิ้นอายุขัยจะได้ไปจุติในดินแดนของพระศิวะ

  
      

ภูเขาไกรลาส

Kailash Mountain คำพุทธพยากรณ์กล่าวว่า ภูเขาหิมะแห่งนี้เป็นศูนย์กลางของโลก ที่ซึ่งสิงโตหิมะเต้นรำ ยอดเขานั้นเป็นดั่งสถูปแก้ว สวรรค์สีขาวเปล่งประกายของพระเต็มชก ภูเขาหิมะที่ล้อมรอบไกรลาสอยู่นั้น ล้วนเป็นสถานแห่งอรหันต์ทั้งห้าร้อย ที่ซึ่งเทพทั้งแปดเหล่าล้วนสักการะ รายล้อมไปด้วยเนินเขาและบึงน้ำ อุดมไปด้วยพืชพรรณหอมอบอวล ต้นกำเนิดทิพยโอสถ ถิ่นแห่งโยคีผู้บรรลุธรรมทั้งหลาย ณ ที่นี้เอง จักเป็นที่สำเร็จซึ่งสมาธิ ไม่มีที่ใดประเสริฐกว่านี้อีกแล้ว ไม่มีที่ใดมหัศจรรย์กว่านี้อีกแล้ว =มิลาเรปะ= เรื่องราวแห่งภูเขาไกรลาส เขาไกรลาสเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญซึ่งพระอาจารย์มาร์ปะได้กำชับไว้ให้ท่านมิลาเรปะเดินทางมาภาวนา เพื่อเป็นการเชื่อมโยงและรำลึกถึงท่าน เราจึงได้เดินทางไปเพื่อจาริกและถ่ายทำภาพของเพลงสังสารเสสรวลที่นี่ ไกรลาสมีหลายชื่อเรียกและมีหลายตำนานความเชื่อ และคงเป็นไม่กี่สถานที่ในโลกที่เป็นศูนย์รวมศรัทธาจากผู้คนในหลายศาสนา ผู้ศรัทธากล่าวถึงเขาไกรลาสว่าเป็นดั่งเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางแห่งจักรวาล เป็นแกนเชื่อมต่อโลกมนุษย์กับสวรรค์ หรือโลกกายภาพกับโลกทางจิตวิญญาณ เขาไกรลาสยังมีรูปทรงคล้ายปิรามิดและยังมีความแปลกที่ทั้งสี่ด้านของภูเขานั้น หันตรงไปยังทิศทั้งสี่ตามเข็มทิศ และที่ตั้งของไกรลาส อยู่ห่างจากขั้วโลกเหนือเป็นระยะทาง 6,666 กม. อยู่ห่างจากขั้วโลกใต้ 13,332 กม. (สองเท่าของระยะจากขั้วโลกเหนือ) และอยู่ห่างจาก Stonehenge เป็นระยะทาง 6,666 กม.เช่นกัน Credit Picture : Google Earth ชาวพุทธวัชรยานเชื่อว่าที่นี่เป็นที่ประทับของพระยีตัมองค์สำคัญคือพระเต็มชก (จักรสัมวระ) ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีปางพิโรธและพระฑากินีวัชรวราหิ และสำหรับชาวพุทธเพิน เชื่อว่าที่นี่เป็นที่ประสูติของพระพุทธเจ้าเติมปา …

Read moreภูเขาไกรลาส

  
      

ตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ 15 ข้อ

ตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ 15 ข้อ เมื่อมิลาเรปะขับขานคีตาในบททดสอบศรัทธา ในฝูงชนนั้นมีเพียงเรชุงมาที่เข้าใจความหมายของคีตานี้ นางจึงยืนขึ้นและกล่าวกับมิลาเรปะว่า “หากพูดถึงการเข้าถึงของคุรุของข้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความประพฤติปฏิบัติใดๆ ข้าไม่เคยมีความสงสัยเลยแม้แต่น้อย โปรดฟังเพลงของข้าด้วย” และนางก็ได้ขับขานคีตาชื่อ “ความตระหนักรู้ 15 ข้อ” (1) ขอกราบนอบน้อมแด่คุรุทั้งหลาย และพระอาจารย์ผู้เป็นดั่งบิดา ข้าเคารพท่านอย่างมั่นคงยิ่ง และศรัทธาท่านอย่างไม่เปลี่ยนแปลง (2) สิ่งประเสริฐทั้งสามล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน ในหมู่ (องค์พระ) ข้าไม่สามารถแบ่งแยก ด้วยคำอธิบายธรรมผ่านการกระซิบบอก ที่ท่านอาจารย์มอบให้ ไม่มีคำที่ล้อเล่นหรือไร้สาระ ในการปฏิบัติพระยีตัม หัวใจหลักคือพระอาจารย์ ไม่มีเวลาใดแม้แต่ช่วงเดียว สรรพสิ่งที่ปรากฏโดยธรรมชาติแล้ววิเศษ แต่ข้าไม่ถือว่ามีสาระมากมาย และไม่ยึดติดมันด้วยความเคยชินของจิต ในจิตนั้น สิ่งที่สำคัญคือ”แสง” ไม่มีการปนเปื้อนด้วยความคิดที่รบกวน ในธรรมชาติที่แท้ของชีวิต ในสภาวะของจิต ไม่มีกิเลสของผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำ ในธรรมชาติของสภาวะจิต ไม่มีพื้นฐานที่ทำให้ความคิดเกิดขึ้นได้เลย (3) จิตนั้นโดยธรรมชาติคือธรรมกาย ไม่ถูกทำให้มัวหมองโดยรูปใดๆ และไม่มีรูป กายของเราเป็นที่ชุมนุมของโรคทั้งสี่ และเราก็ไม่ควรทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนฝูง มารและโชคร้ายทั้งหลายควรใช้เป็นเครื่องขัดเกลาศรัทธา ไม่มีความจำเป็นต้องแสวงหาการทำนายใดๆ ความฝันเป็นภาพลวงของความคิดที่ปรากฎขึ้น ไม่ควรไปคิดว่าเป็นจริงหรือยึดติดกับมัน ให้อภัยศัตรู เพราะเขาคือครูที่แท้ …

Read moreตอนที่ 5: ความตระหนักรู้ 15 ข้อ

  
      

ตอนที่ 4: การทดสอบศรัทธา

ตอนที่ 4: การทดสอบศรัทธา วันหนึ่ง เรชุงมาเดินทางไปพบมิลาเรปะเมื่อท่านไปพักแรมที่อื่น และได้พบมิลาเรปะกำลังอยู่ในหมู่ผู้คนมากมาย มิลาเรปะต้องการทดสอบศรัทธาของนาง จึงขับขานคีตา: ขอกราบนอบน้อมแด่ท่านคุรุทั้งหลาย ที่ยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ (1) ขอท่านผู้มีศรัทธาทั้งหลายจงฟัง ถ้าท่านไม่สามารถละไปจากกิเลสทางโลกทั้งแปดได้ ก็จงอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ศรัทธา เพราะศรัทธาของท่านอาจสั่นคลอนเมื่อสภาวะคับแค้นมาถึง หากท่านไม่สามารถละจากอกุศลกรรมทั้งสิบ จงอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นผู้มีศีล มันมีแต่จะทำให้ตกต่ำ ถ้าความคิดยังรบกวนจิตใจท่าน จงอย่างเรียกว่าเป็นผู้อยู่ในศีลตันตระ มันมีแต่จะทำให้ตกนรกแห่งวัชระ (2) จงอย่างวิพากษ์วิจารณ์คำสอนของนิกายอื่น ถ้าเธอยังไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ด้วยใจเป็นธรรม มิฉะนั้นเธอจะผิดต่อหลักธรรม และมันจะแผดเผาจิตเธอจนไหม้เกรียม ถ้าเธอยังไม่ตระหนักถึงภาพลวงของชีวิตทั้งปวง อย่าลืมการประกอบกุศลและละการทำบาป หาไม่แล้วเธอจะตกอยู่ในอบายภูมิทั้งสาม ถ้าเธอยังไม่เข้าใจจิตของผู้อื่น อย่าดูหมิ่นหรือประณามความเห็นเขา ฉะนั้นแล้วเธอนั้นแหล่ะจะหลงผิดจากความคิดและอัตตาของตัวเอง (3) ถ้าเธอยังไม่สามารถประสานจิตเข้ากับสภาวธรรม อย่าโอ้อวดประสบการณ์ทางธรรมของตน ฉะนั้นแล้วมารจะขัดขวางความก้าวหน้าของเธอ ถ้าเธอยังไม่สามารถเข้าถึงสภาวะที่เหนือคำบรรยาย อย่าโอ้อวดว่าเธอบรรลุถึงความเข้าใจ ฉะนั้นแล้วเธอจะตกอยู่ในสภาพน่าเวทนา ได้แต่รอคอยผล แต่จะไม่ได้ลิ้มรสเลย ถ้าเธอยังไม่ได้เข้าถึงภูมิ ที่การกระทำเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จงอย่าทำสิ่งที่เธอจะไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ไม่อย่างนั้นหินผูกสลิงที่ขว้างไป ก็จะย้อนกลับมาโดนหัวตัวเอง (4) จากปากของข้าธรรมะได้ถูกเผยแผ่ไป เป็นสิ่งมีค่าที่ควรเก็บรักษาไว้ในใจ และทำความเข้าใจ และจดจำให้ขึ้นใจ ในฝูงชนนั้นมีเพียงเรชุงมาที่เข้าใจความหมายของคีตานี้ นางจึงยืนขึ้นและกล่าวกับมิลาเรปะว่า “หากพูดถึงการเข้าถึงของคุรุของข้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นความประพฤติปฏิบัติใดๆ …

Read moreตอนที่ 4: การทดสอบศรัทธา

  
      

ตอนที่ 3: การตรวจสอบตัวเอง

ตอนที่ 3: การตรวจสอบตัวเอง เมื่อได้ยินเรื่องราวชีวิตของท่าน ความศรัทธาของหญิงทั้งหลายก็ยิ่งแก่กล้า พวกนางกราบขอร้องให้มิลาเรปะรับพวกนางเป็นคนใช้ มิลาเรปะกล่าวว่า “หญิงเอาแต่ใจจากตระกูลเศรษฐี ถ้าพวกเจ้ามากับข้า เจ้าจะไม่สามารถทนทุกข์ทรมานของชีวิตแบบนี้ได้หรอก ถ้าต้องการปฏิบัติธรรม ก็จะต้องใช้ชีวิตเยี่ยงนี้ แต่ข้าไม่คิดว่าพวกเจ้าจะรับไหว” จากนั้นมิลาเรปะก็ขับขานคีตา บทที่เรียกว่า “การตรวจสอบตัวเอง” (1) ข้าขอกราบแทบเท้าท่านมาร์ปะนักแปล หากเธอ พี่น้องหญิงทั้งห้า ต้องการปฏิบัติธรรมจริงแล้ว และยืนยันที่จะมากับข้า ขอให้คิดทบทวนบทเพลงนี้ และคำตอบจะปรากฎขึ้นต่อเธอเอง เธอควรถามตัวเองว่า “เรามีความอดทนที่จะใช้ชีวิตแบบละโลกได้หรือเปล่า เรามีความมุ่งมั่นที่จะละกิเลสของสังสารวัฏ เพื่อปฏิบัติตามคำสอนของคุรุแล้วหรือ?” แม้เธอจากบ้านมา สถานที่เป็นดั่งคุกกักขังของมาร แต่เธอสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวในที่เสื่อมโทรมได้หรือ แม้เธอสามารถตระหนักได้ ว่าความผูกพันธ์เครือญาติอาจเป็นดั่งบ่วงของมาร แต่เธอสามารถมีเพียงคุรุได้หรือ (2) แม้เธอจะรู้สึกว่าอาหารและความร่ำรวย เป็นดั่งการล่อลวงของมาร เป็นยาพิษ แต่เธออยู่อย่างยากไร้และทนต่อความยากลำบากได้หรือ แม้เธอสามารถสละเสื้อผ้าขนสัตว์อันอ่อนนุ่มจากอู เธอสามารถสร้างสันติสุขภายในและไฟตุมโมได้หรือ แม้เธอจากคนรักมา แต่เธอสามารถอยู่ในดินแดนร้างที่ไร้ผู้คนได้หรือ แม้เธอละจากกิเลสทางโลกทั้งแปด แต่เธอสามารถอยู่อย่างเรียบง่ายและต่ำต้อยได้หรือ แม้เธอจะเข้าใจว่าชีวิตนี้ไม่เที่ยง แต่เธอเข้าใจหรือไม่ว่าเธออาจจะตายได้ตลอดเวลา นี่คือหนทางปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของลามะกายา เป็นวิถีของสายการปฏิบัติของเรา เธอตามเรามาได้หากคำตอบของเธอคือใช่ และข้าจะมอบคำสอนตันตระให้ รวมทั้งอรรถกถาของหนทางปฏิบัติ และจะมอบมนตราภิเษก เมื่อได้ยินคีตานี้แล้วหญิงทั้งหมดก็มีปีตีสุขเป็นอย่างมาก เรชุงมากล่าวว่า …

Read moreตอนที่ 3: การตรวจสอบตัวเอง

  
      

ตอนที่ 2: เรชุงมาตัดสินใจขอเป็นศิษย์

ตอนที่ 2: เรชุงมาตัดสินใจขอเป็นศิษย์ เมื่อได้ฟังคีตาของมิลาเรปะที่ได้ตอบข้อท้าทายเรื่องภูเขาหิมะและทะเสาปมาปัม เรชุงมาผู้ที่เป็นผู้นำของหญิงทั้งหลายและยืนอยู่ตรงกลาง ก็รู้สึกถึงศรัทธาที่เปี่ยมล้นขึ้นมา น้ำตาไหลพรากมาที่แก้ม เธอปลดหยกที่ประดับอยู่ที่เข็มขัดและอัญมณีต่างๆจากเครื่องประดับศีรษะ กราบลงต่อหน้ามิลาเรปะ และกล่าวด้วยน้ำตาว่า “เราหญิงสาวห้าคนขอให้ท่านสอนธรรมะให้เราด้วยเถิด เรากราบขอให้ท่านมอบอรรถกถาอันลึกล้ำ เราได้ตัดสินใจจะปฏิบัติธรรมในอาศรม” จากนั้นเธอได้ขับขานคีตา: (1) ดุจดั่งไฟจุดต่อกันจากดวงหนึ่งไปยังอีกดวงหนึ่ง คำสอนจะถูกส่งผ่านแล้ว จากธรรมกาย ดอร์เจชัง ผู้ประเสริฐ ผู้ถือครองคำสอนอันยิ่งใหญ่ ท่านผู้เปี่ยมด้วยกรุณาและบรรลุแล้วซึ่งโพธิญาณ ท่านไม่ใช่ติโลปะและนาโรปะหรอกหรือ ท่านผู้เดินทางไปทั่วอินเดียด้วยความตรากตรำ ท่านมิใช่มารปะนักแปลหรอกหรือ ท่านผู้ผ่านการทดสอบจากพระอาจารย์มารปะ ท่านมิใช่มิลาเรปะผู้มีศรัทธายิ่งใหญ่หรอกหรือ  กายอันเปล่าเปลือยของท่านเปี่ยมด้วยความสง่า วาจาของท่านลุ่มลึกและไพเราะ จิตอันเมตตาของท่านฉายแสงเจิดจ้า ข้าขอกราบ กาย วาจา ใจ ของท่านบิดาเรปะ(2) เราทั้งห้าที่ได้มายังการชุมนุมนี้ คงจะมีบุญเล็กน้อยอยู่บ้างจากชาติก่อนๆ เราได้รับกายมนุษย์อันประเสริฐ แต่เกิดมาต้อยต่ำ เราไม่สามารถทำให้ตัวเองสามารถปฏิบัติธรรมได้ วันนี้ เพราะพรของท่าน พระอาจารย์ผู้ประเสริฐ ศรัทธาเพิ่มพูนเต็มเปี่ยมใจเราแล้ว หยกมีค่าที่เข็มขัดของข้า และอัญมณีเครื่องประดับศีรษะ ข้าขอมอบเป็นเครื่องบูชา ขอท่านมอบคำสอนของพระพุทธเจ้า ขอท่านเล่าเรื่องราวชีวิตของท่าน มิลาเรปะตอบหญิงสาวว่า “เราไม่มีความจำเป็นใดๆที่จะต้องใช้อัญมณีเครื่องประดับเหล่านี้ หากเธอมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติธรรม ยังมีคุรุที่ดีกว่าและปราดเปรื่องกว่าเรามากนัก จงไปขอพระธรรมจากท่านเหล่านั้นเถิด เราไม่สนใจเสื้อผ้าและอาหารใดๆ …

Read moreตอนที่ 2: เรชุงมาตัดสินใจขอเป็นศิษย์

  
      

จากบทเพลงแห่งเทือกเขาหิมะ ถึงสังสารเสสรวล

จากบทเพลงแห่งเทือกเขาหิมะ สู่สังสารเสสรวล เพลงสังสารเสสรวล ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมคีตาของท่านมิลาเรปะในตอน “บทเพลงแห่งเทือกเขาหิมะ”  ซึ่งเป็นบทที่ท่านได้สอนเหล่าศิษย์ที่หมู่บ้านญานนชาร์มา ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ท่านหยุดพักระยะหนึ่งในระหว่างการเดินทางไปบำเพ็ญสมาธิที่ภูเขาหิมะลาชิตามที่ท่านอาจารย์มาร์ปะได้กำชับไว้ เรื่องราวที่นำไปสู่บทเพลงแห่งเทือกเขาหิมะได้ถูกเล่าไว้ดังนี้ หลังจากพักและสอนธรรมอยู่ที่หมู่บ้านได้ช่วงหนึ่ง มิลาเรปะรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะต้องเดินทางต่อเพื่อไปบำเพ็ญสมาธิในถ้ำบนภูเขาหิมะ เนื่องจากเวลานั้นเป็นช่วงที่ฤดูหนาวกำลังจะมาถึง การเดินทางไปบนภูเขาจะยากลำบากและอันตรายมากจากพายุหิมะในฤดูหนาว บรรดาสานุศิษย์และชาวบ้านต่างพากันร้องขอให้ท่านเลื่อนการเดินทางไปจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ แต่มิลาเรปะได้ปฎิเสธเนื่องจากได้ตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่แล้ว และไม่หวาดหวั่นต่อความยากลำบากใดๆ รวมทั้งต้องการที่จะปฏิบัติตามที่ท่านอาจารย์มาร์ปะบอก คือให้อุทิศตนในฝึกปฏิบัติในสถานที่สงบสงัดห่างไกลผู้คน ปีนั้นหิมะตกหนักมาก เส้นทางต่างๆถูกตัดขาด สัญจรไปมาไม่ได้ถึงหกเดือนเต็ม บรรดาศิษย์ต่างคิดว่ามิลาเรปะคงไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้แน่แล้วท่ามกลางพายุหิมะอันหนาวเหน็บเช่นนี้ จนฤดูหนาวผ่านไปและเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ สานุศิษย์จึงช่วยกันออกตามหาซากศพของท่าน แต่ทุกคนก็ต้องประหลาดใจเมื่อได้ยินเสียงมิลาเรปะทักทายออกมาจากในถ้ำซึ่งท่านปฏิบัติภาวนาอยู่ ซึ่งมิลาเรปะยืนยันว่าบำเพ็ญปฏิบัติอย่างมีความผาสุกดีตลอดฤดูหนาวและจะอยู่ปฏิบัติธรรมต่อไป สานุศิษย์ต่างพยายามอ้อนวอนร้องขอให้ท่านกลับไปที่หมู่บ้าน จนในที่สุดท่านก็ตัดสินใจกลับลงไปพร้อมพวกเขา เมื่อมิลาเรปะมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านต่างเฝ้ารอและขอให้ท่านแสดงธรรมจากประสบการณ์ในการบำเพ็ญภาวนาในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา การแสดงธรรมที่หมู่บ้านในครั้งนั้นประกอบไปด้วยธรรมคีตาหลายบทซึ่งได้รวบรวมเป็น “บทเพลงแห่งเทือกเขาหิมะ” ในระหว่างที่มิลาเรปะแสดงธรรมคีตา ชินดอโมผู้ซึ่งได้ฟังธรรมะในที่นั้นได้กล่าวขึ้นมาว่า (ท่านมิลาเรปะ) ช่างประเสริฐ ช่างเป็นโชคดีที่ได้มีโอกาสได้รับใช้และศึกษาธรรมจากท่าน ผู้ที่ไม่ศรัทธาในตัวท่านช่างโง่เขลาเสียจริง มิลาเรปะกล่าวตอบว่า ไม่สำคัญอันใดที่ใครจะศรัทธาในตัวข้าหรือไม่ แต่เธอทั้งหลายได้เกิดมามีกายมนุษย์อันประเสริฐ และยังได้เกิดในยุคและสถานที่มีพุทธศาสนา หากเธอไม่ได้ปฏิบัติธรรม นั่นเป็นการโง่เขลาอย่างยิ่ง และท่านได้ขับขานโศลกธรรมดังต่อไปนี้ ซึ่งเป็นที่มาของเพลงสังสารเสสรวล ขอกราบแทบเท้าพระอาจารย์มาร์ปะ และขอร่ายคีตาบทนี้แด่ท่านทั้งหลาย ผู้มีศรัทธาต่อข้า ช่างเป็นเรื่องโง่เขลาที่ยังจะสร้างบาปด้วยความประมาท เมื่อพระธรรมที่แท้ได้แผ่ขจายอยู่รอบเธอ ช่างโง่เขลาที่ใช้เวลาทั้งชีวิตไปอย่างไร้ความหมาย เมื่อกายมนุษย์อันประเสริฐนี้เป็นของขวัญที่หาได้ยากยิ่ง ช่างน่าขำที่ยังจะทะเลาะกับภรรยาและญาติ ผู้ที่อันที่จริงแล้วแค่เป็นแขกผู้มาเยี่ยม คำพูดที่อ่อนหวานและอ่อนโยนยิ่งไม่มีประโยชน์ที่จะไปใส่ใจ …

Read moreจากบทเพลงแห่งเทือกเขาหิมะ ถึงสังสารเสสรวล

  
      

มิลาเรปะ ชีวิตและตำนาน

มิลาเรปะ ชีวิตและตำนาน มิลาเรปะมีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1052-1135 ท่านเป็นหนึ่งในธรรมาจารย์ที่ชาวทิเบตเคารพรัก เป็นตัวอย่างของบุคคลผู้หนึ่งที่แม้ก่อกรรมอย่างหนักหน่วงและมีประวัติชีวิตอันแสนเข็ญ แต่ด้วยความศรัทธาและความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งระหว่างครูและศิษย์ รวมทั้งการปฏิบัติธรรมอย่างอุทิศชีวิตเท่าที่มนุษย์ผู้หนึ่งพึงจะทำได้ ทำให้ท่านสามารถเข้าถึงการบรรลุธรรม สิ่งที่ท่านแสดงให้เห็นตลอดชีวิตนี้ยังเป็นที่จดจำได้ เล่าขานกัน และเป็นแรงบันดาลใจต่อผู้คนจนถึงสมัยของเรา ช่วงชีวิตในวัยเด็กของมิลาเรปะนั้นเต็มไปด้วยความขมขื่นและอับโชค แม้เกิดในตระกูลที่ร่ำรวยแต่เมื่อพ่อของท่านเสียชีวิตตั้งแต่ท่านยังเล็กทำให้ชะตาพลิกผัน ญาติของท่านได้ยึดครองทรัพย์สินไปจนหมดทำให้ครอบครัวตกอยู่ในสภาพที่ยากไร้อย่างสาหัส ทั้งแม่ น้อง และมิลาเรปะถูกให้ทำงานเยี่ยงคนรับใช้ของครอบครัวญาติ ถูกกดขี่อย่างไม่มีผู้ใดเห็นใจ จนในที่สุดมารดาซึ่งสั่งสมความทุกข์ระทมและคับแค้นใจได้ขอให้มิลาเรปะออกเดินทางไปศึกษาวิชาไสยศาสตร์เพื่อกลับมาแก้แค้น ซึ่งมิลาเรปะก็ได้อุทิศตนอย่างหนักในการทำตามคำขอของมารดา ร่ำเรียนวิชาเวทย์มนตร์คุณไสยและกลับมาแก้แค้นทำลายทรัพย์สินและครอบครัวนั้นจนพินาศ แม้นแก้แค้นสำเร็จแต่ความทุกข์กลับยิ่งถาโถมเข้าสู่ใจ ท่านออกเดินทางอีกครั้งเพื่อแสวงหาธรรมเพื่อออกจากทุกข์ เมื่อได้พบลามะผู้สอนธรรมซกเช็น แต่ก็เนื่องด้วยบาปกรรมและจิตที่ยังเต็มไปด้วยความหม่นหมองและกิเลสของความหยิ่งทะนง แม้ท่านลามะจะถ่ายทอดธรรมให้อย่างเต็มที่แต่ทว่ามิลาเรปะก็ไม่สามารถก้าวหน้าทางธรรมได้เลย จนในที่สุดท่านลามะส่งมิลาเรปะไปหาพระอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่เพิ่งได้รับคำสอนจากท่านอาจารย์นาโรปะ ท่านชื่อว่ามาร์ปะผู้เป็นนักแปลที่เพิ่งกลับมาจากอินเดีย เพียงแค่ได้ยินชื่อท่านมาร์ปะ มิลาเรปะเกิดความสั่นไหวภายในจิตจนถึงกับสะอื้นด้วยความศรัทธา มุ่งหน้าเดินทางเพื่อขอมอบกายใจเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มาร์ปะอย่างไม่ลังเล ในคืนก่อนที่มิลาเรปะจะมาถึง ทั้งพระอาจารย์มาร์ปะและภรรยาต่างก็มีความฝันที่คล้ายคลึงกัน โดยเกี่ยวข้องกับอาจารย์นาโรปะผู้เป็นอาจารย์ของท่าน โดยความฝันนี้ให้คำทำนายถึงการมาของศิษย์ผู้ซึ่งจะเติบใหญ่เป็นธรรมาจารย์คนสำคัญของทิเบต ปลดเปลื้องความทุกข์ของสรรพสัตว์เป็นจำนวนมาก เขาจะมอบธรรมะต่อให้แก่ผู้ศรัทธา และเผยแผ่พุทธธรรมอันบริสุทธิ์ได้อย่างยิ่งใหญ่ ท่านอาจารย์มาร์ปะนั้นหยั่งรู้ถึงบาปกรรมในอดีตของมิลาเรปะซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญในการเติบโตทางจิตวิญญาณของเขา มาร์ปะจึงต้องสร้างบททดสอบที่ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสทั้งกายและจิตใจสำหรับศิษย์ผู้นี้อย่างไม่ผ่อนปรน มิลาเรปะถูกสั่งให้ก่อสร้างหอคอยด้วยตัวเองเพียงลำพัง และพบว่าหอคอยที่เพิ่งสร้างขึ้นด้วยความลำบากอย่างสาหัสจะต้องทำลายลงโดยไม่มีเหตุผลและเริ่มต้นสร้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งแล้วครั้งเล่า ช่วงเวลาเนิ่นนานหลายปีที่มิลาเรปะทุ่มเททำงานหนักด้วยความรักและศรัทธาต่อพระอาจารย์ กายบาดเจ็บจากการทำงานหนักและใจก็อ่อนล้า แต่ก็ดูเหมือนความพยายามจะส่งผลแต่เพียงการถูกดูแคลนและได้รับการปฏิบัติอย่างทารุณจากมาร์ปะซึ่งไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย ความหวังที่จะได้ศึกษาพระธรรมก็ห่างออกไปทุกทีจนมิลาเรปะรู้สึกสูญสิ้นทุกอย่าง อย่างไรก็ตามในที่สุดเมื่อบททดสอบเหล่านั้นสิ้นสุดลง มิลาเรปะก็ได้เป็นศิษย์ของพระอาจารย์มาร์ปะโดยสมบูรณ์ และจากนั้นเป็นต้นมาการปฏิบัติของมิลาเรปะก็รุดหน้าอย่างรวดเร็ว วันหนึ่งขณะมิลาเรปะบำเพ็ญภาวนาอยู่ในถ้ำก็มีนิมิตถึงบ้านที่ท่านเคยอยู่สมัยยังเด็ก ท่านเห็นกองกระดูกมารดาอยู่ในบ้านที่ถูกทิ้งจนรกร้างและเห็นสภาพน้องสาวที่กลายเป็นขอทานร่อนเร่ มิลาเรปะสะเทือนใจกับนิมิตนี้มากด้วยความคิดถึงมารดาและขอลาพระอาจารย์กลับไปบ้าน ท่านอาจารย์มาร์ปะไม่สามารถห้ามความปรารถนาที่จะกลับไปเยี่ยมมารดาของมิลาเรปะได้ …

Read moreมิลาเรปะ ชีวิตและตำนาน

  
      

ตอนที่ 1: ภูเขาไกรลาสและทะเลสาปมาปัม

ตอนที่ 1: ภูเขาไกรลาสและทะเลสาปมาปัม ขอนอบน้อมแด่คุรุอาจารย์ทุกท่าน เมื่อมิลาเรปะและศิษย์เอกคือ เรชุงปะ กำลังเดินบาตร และช่วยเหลือสรรพสัตว์อยู่ในสถานที่ที่มีชื่อเรียกว่า ทะเลสาบน้อยทั้งห้า ในแคว้นดริทสัม ชื่อเสียงของท่านเป็นที่เลื่องลือยิ่ง ผู้คนต่างบอกกันว่า ดูเถิด! ท่านมิลาเรปะผู้ประเสริฐและท่านเรชุงปะกำลังทำสมาธิอยู่ที่เขาไกรลาสและทะเลสาปมาปัม ด้วยกิตติศัพท์ที่เลื่องลือ ผู้คนจากแคว้นดริทสัมต่างเชื่อว่ามาลาเรปะและเรชุงปะเป็นโยคีแก่กล้าที่ไม่มีผู้ใดเหมือน ความศรัทธาและชื่นชนเติบใหญ่ในใจผู้คนและต่างก็เชื้อชวนกันไปพบท่าน นำของใช้และเครื่องบูชาไปมอบให้ท่าน ในหมู่ผู้คนเหล่านั้นมีหญิงสาวผู้ปราชญ์เปรื่องและเปี่ยมกรุณานามว่า เรชุงมา (ซึ่งอันที่จริงเธอคือ พระฑากินี ซึ่งมาเกิดเป็นมนุษย์) เมื่อได้ยินประวัติชีวิตของ มิลาเรปะ ความศรัทธาก็ยิ่งถูกตอกย้ำ เธอและบรรดาเพื่อนสาวอีก 4 คนจึงพากันไปพบมิลาเรปะและศิษย์เอกของท่าน แต่คิดว่าต้องการทดสอบเสียก่อนเพื่อจะตรวจสอบดูว่าที่ผู้คนเลื่องลือถึงท่านนั้นจริงแท้เพียงใด เรชุงมาจึงขับขานคีตาขึ้นมาดังนี้ (1) เหล่าข้าพเจ้ามั่นคงแล้วในพระรัตนตรัย ขอท่านมอบพรแด่พวกข้าด้วยความกรุณา โอ ท่านโยคีเรปะทั้งสอง ชื่อเสียงของท่านขจรไกล เหล่าผู้ศรัทธาที่มาชุมนุม ณ ที่นี้ ขอท่านดำรงอยู่ในความเงียบ และสดับฟังคีตาของเหล่าข้า เราหญิงสาวทั้งห้ามาจากครอบครัวที่บริบูรณ์ กำลังขับขานคีตาเพื่อเป็นเครื่องบูชา ได้โปรดพิจารณาความหมายถ้อยคำและใคร่ครวญในอุปมา มอบแด่ท่านเรปะทั้งสอง บทคีตานี้จึงถูกขับขาน (2) ชื่อเสียงของภูเขาหิมะไกรลาสยิ่งใหญ่นัก ได้ยินชื่อเสียงเลื่องลือมาไกล แม้ก่อนจะได้พบเห็น ผู้คนล้วนกล่าว “ดูเถิด เขาไกรลาส คล้ายดั่งสถูปแก้ว” …

Read moreตอนที่ 1: ภูเขาไกรลาสและทะเลสาปมาปัม