Khenpo Gelek Jinpa

Khenpo Gelek Jinpa is a Khenpo (abbot) of Shenten Dargye Ling in France.  He teaches in Shenten Dargye Ling and countries in Europe and Asia.  Khenpo authored and collaborated in many Bon’s books and films including “Sacred Landscape and Pilgrimage in Tibet – In Search of the Lost Kingdom of Bon” and “Hidden Treasure of Bon — Secrets of Mustang”.


เคนโป เกเลก จินปา เป็นเจ้าอาวาสของ Shenten Dargye Ling ที่ประเทศฝรั่งเศส ส่วนใหญ่ท่านเดินทางสอนอยู่ในประเทศแถบยุโรปและเอเชีย ท่านเคนโปยังได้เขียนหนังสือและจัดทำสารคดีหลายเรื่อง เช่น “Sacred Landscape and Pilgrimage in Tibet – In Search of the Lost Kingdom of Bon” และ “Hidden Treasure of Bon — Secrets of Mustang”.

01 The Lineages

การถ่ายทอดคำสอนตามสายการปฏิบัติคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

โดย เคนโป เกเลก จินปา

ในสายพุทธเพินให้ความสำคัญในการถ่ายทอดคำสอนตามสายการปฏิบัติเป็นอย่างมาก การถ่ายทอดคำสอนมีวิธีการหลายรูปแบบ แต่โดยทั่วไปแล้วมีสามประการหลักที่ต้องคำนึงถือ คือ การมอบคำสอน (Transmission) การอธิบายคำสอน (Instruction) และการมอบมนตราภิเษก (Initiation)

การมอบคำสอน (Transmission) เป็นการเชื่อมโยงกับคำสอนที่ส่งผ่านมาจากครูบาอาจารย์ในสายการปฏิบัติ  ให้ความเคารพและเชื่อมั่นว่าคำสอนที่มาจากพระอาจารย์จนมาถึงเราได้ถูกส่งผ่านมารุ่นแล้วรุ่นเล่าอย่างสมบูรณ์ไม่มีผิดเพี้ยน ซึ่งพระอาจารย์เองท่านก็ได้รับคำสอนจากพระอาจารย์ของท่านเช่นนี้ และสามารถเชื่อมโยงไปอย่างไม่ขาดสายจนถึงคำสอนของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นต้นกำเนิด โดยในพิธีการมอบคำสอนนี้พระอาจารย์จะอ่านคัมภีร์ให้ศิษย์ฟังทุกตัวอักษรอย่างครบถ้วนที่สุด เพื่อให้ศิษย์ได้เชื่อมโยงกับสายคำสอนและเป็นการมอบพรเพื่อให้สามารถเข้าใจคำสอนนั้น

การอธิบายคำสอน (Instruction) เป็นการให้คำอธิบายอย่างแจ่มชัดว่า คำสอนนี้เป็นอย่างไรและจะต้องฝึกปฏิบัติอย่างไรบ้าง หากปราศจากการอธิบายคำสอนที่มีความชัดเจนแล้ว การเข้าถึงการปฏิบัติจนบรรลุธรรมคงเป็นไปได้ยาก ในการอธิบายคำสอนจึงต้องทุ่มเททั้งกายและใจเป็นอย่างมากเพื่อให้กระบวนการในการมอบคำสอนนี้มีความสมบูรณ์

การมอบมนตราภิเษก (Initiation) เป็นพิธีเพื่อเป็นการอนุญาตให้เข้าถึงคำสอนและการปฏิบัติ มนตราภิเษกสามารถแบ่งได้เป็น 4 ลำดับ ในลำดับแรกได้แก่ ‘มนตราภิเษกด้านนอก (External Initiation)’ เป็นการมอบคำสอนเกี่ยวเนื่องกับความรู้ทางธรรมต่างๆ รวมทั้งโพธิจิตและการยึดเป็นสรณะ ลำดับที่สองได้แก่ ‘มนตราภิเษกด้านใน (Internal Initiation)’ ซึ่งจะเกี่ยวเนื่องกับสภาวะการบรรลุธรรมและสภาวะตรีกาย ลำดับต่อมาเรียกว่า ‘มนตราภิเษกด้านลับ (Secret) เป็นการถ่ายทอดคำสอนเพื่อให้สามารถได้รับประสบการณ์ของการเข้าถึงสภาวะจิตเดิมแท้ และลำดับสุดท้าย คือ ‘มนตราภิเษกด้านลับที่สุด’ ถ่ายทอดเพื่อให้ศิษย์ได้เข้าใจสภาวะจิตเดิมแท้

แต่ละกระบวนการของการถ่ายทอดคำสอนนั้นมีวัตถุประสงค์และความหมายที่ต่างกันไป สิ่งสำคัญในการรับมอบคำสอนคือการปฏิบัติให้เป็นไปตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์วางไว้เพื่อให้ได้รับพรของสายการปฏิบัติ

02 What is Samaya

สมยะ คืออะไร

โดย เคนโป เกเลก จินปา

สมยะ (สันสกฤต: Samaya, ทิเบต: Damba , อังกฤษ: Commitment) คือการให้คำมั่น การให้คำมั่นนี้มีไว้เพื่ออะไร? ขอยกตัวอย่างเช่น สำหรับพระเองก็มีการให้คำมั่น เพราะแม้ข้าพเจ้าเป็นพระแต่ก็ยังไม่บรรลุพระโพธิญาณ ยังไม่สามารถควบคุมจิตได้อย่างสมบูรณ์ พระก็อาจจะถือสมยะหรือรักษาคำมั่นบางอย่างเพื่อช่วยให้เฝ้าระวังและดูแลจิตใจ เช่นในยามโกรธ ก็มีคำมั่นว่าเราจะละจากความโกรธ หรือในยามอิจฉาก็มีคำมั่นว่าเราจะละจากความอิจฉา คำมั่นเหล่านี้เราถือว่าเป็นเครื่องช่วยในการปฏิบัติสมาธิ จึงไม่ใช่เรื่องของความศักดิ์สิทธิ์หรือลึกลับ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนปฏิบัติ เป็นสิ่งช่วยเตือนใจให้เราพยายาม เป็นวิธีการในการฝีกฝนจิตของตัวเอง

เมื่ออยู่บนหนทางธรรมและการปฏิบัติธรรมสิ่งสำคัญคือเราจะต้องมีวินัยต่อตนเองและดำรงวินัยนี้ไว้ด้วยความวิริยะ การให้คำมั่นนั้นมิใช่สิ่งที่หากเราทำพลาดแล้วเราจะตกนรก แต่การให้คำมั่นนั้นมีประโยชน์ สมมุติว่าเราติดเหล้า แม้เรารู้ว่าเหล้ากำลังทำลายชีวิตเราแต่เราก็ไม่สามารถควบคุมจิตตัวเองให้ไม่อยากกินเหล้าได้ ในลักษณะนี้บางคนก็ใช้วิธีถือศีลหรือให้คำมั่นว่าจะไม่กินเหล้า ซึ่งคำมั่นนี้ก็จะเป็นตัวช่วยให้เราค่อยๆคุมจิตเราได้

บางทีเมื่อพระอาจารย์จะมอบคำสอนอาจจะขอให้ศิษย์ถือสมยะอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดผลดีกับศิษย์เอง แต่เมื่อศิษย์ให้คำมั่นแล้วและพลาดพลั้งไม่สามารถรักษาสมยะไว้ได้ ก็ไม่ใช่ว่าเกิดเป็นกรรมหนักขึ้นจนไม่สามารถจะชดใช้ได้ มีการปฏิบัติที่เรียกว่าเป็น “การสารภาพ” เมื่อเราพิจารณารู้ตัวแล้วว่าเราทำพลาดไป เราตั้งจิตและเจตนารมณ์ที่ดีใหม่และขอสารภาพต่อพระอาจารย์ จึงไม่เป็นการปล่อยให้ความรู้สึกผิดหรือบาปนั้นเกาะกินใจเราไปเรื่อยๆ  พระก็มีการปฏิบัติแบบนี้ (การปลงอาบัติ) ซึ่งต้องทำทุกวันเพราะเรานั้นยังเป็นแบบพระพุทธองค์ไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนและสารภาพในสิ่งที่ทำพลาดไป

อันที่จริงแล้ว สมยะก็คือการให้คำมั่นต่อตัวเอง หากเราไม่สามารถควบคุมตัวเราหรือจิตของเราเอง ก็กลายเป็นจะต้องอาศัยการถูกบังคับจากผู้อื่นซึ่งก็มักจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไรนัก การมีสมยะ มีวินัยต่อตัวเอง และมีวิริยะ จึงเป็นสามองค์ประกอบที่ไปด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ จะเห็นได้ว่าการให้สมยะนั้นไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวแต่เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา หากสามารถควบคุมจิตตัวเองได้ก็อาจไม่ต้องใช้สมยะ แต่หากยังไม่สามารถควบคุมจิตได้ก็น่าจะเป็นการดีถ้าจะให้คำมั่นว่าจะรักษาสมยะไว้

Contact us : all10directions@gmail.com