All Sound Produce & Programming by
Mint Traetulakarn
Written, Compose & Arranged by
Mint Traetulakarn
คำร้อง ทำนอง เรียบเรียง มินท์ แตรตุลาการ
Based on Bodhicaryāvatāra by Shantideva
Chinese Erhu
Virat Charatworaluk
วิรัช จรัสวรลักษณ์
Guitar
Sarawut Nonzee
ศราวุธ นนทรีย์
Addition Vocals
Nara Traetulakarn Esposito
นาราร์ แตรตุลาการ เอสโปสิโต
Aiya Traetulakarn Esposito
ไอยา แตรตุลาการ เอสโปสิโต
Noemie Boyer
โนเอมิ โบเยอร์
Executive Producer
Sutthana Vichitrananda
ศุทธนา วิจิตรานนท์
Cinematographer and Film Editor
Mint Traetulakarn
Assistant Camera
Sutthana Vichitrananda
Copyright 2018 by MINT TRAETULAKARN. All Right Reserved.
มนตราแห่งความกรุณา โอม มณี เปเม ฮุม
ཨོཾ་མ་ཎི་པདྨེ་ཧཱུྃ
หนึ่งในบทมนตราที่แพร่หลายมากที่สุด เป็นบทที่ทั้งนักบวชและผู้คนทั่วไปสวดกันเป็นจำนวนมากในชีวิตประจำวัน เป็นภาพที่คุ้นตาของการเดินทางในแถบทิเบตหิมาลัย ชาวทิเบตที่เดินภาวนา นั่งภาวนา บ้างก็หมุนกงล้อภาวนาหรือไม่ก็นับลูกประคำ หากใครได้เดินทางไปยังพระสถูปโพธนาถที่เนปาล ก็คงแทบจะกลับพร้อมมนตรา โอม มณี เปเม ฮุม ติดหูออกมา เพราะทั้งวันจะมีเพลงบรรเลงดังชัดเจนจากร้านขายของที่ระลึกที่เปิดวนอยู่ประโยคนี้ในทำนองยอดนิยม
โอม มณี เปเม ฮุม
เป็นมนตราหัวใจของพระอวโลกิเตศวร มหาโพธิสัตว์แห่งความกรุณา มนตรานี้มีหลายระดับของความหมาย และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเสียงทั้งหกพยางค์ ซึ่งในความหมายระดับนั้นไม่สามารถแปลเป็นคำพูดใดๆได้
~~ เมื่อมีผู้ถามถึงความหมายของมนตรานี้ต่อท่านดาไลลามะ** ท่านกล่าวว่า:
โอม
หมายถึง กาย วาจา ใจ ของผู้ปฏิบัติเช่นเราทั้งหลาย และยังหมายถึงพระวรกาย พระวจนะ และจิตอันผ่องแผ้วของพระพุทธเจ้า
มณี
เป็นคำแทนหนทางในการปฏิบัติ โดยรูปคำหมายถึงอัญมณี ซึ่งแสดงถึงความงดงามและความกรุณาของอุบายแห่งธรรมที่มีอยู่มากมายเพื่อเอื้อแก่ผู้ปฏิบัติธรรม
เปเม
แปลว่าดอกบัว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนปัญญา
ฮุม
อักขระสุดท้ายนี้เป็นศูนย์รวม แสดงให้เห็นว่าความกรุณาของอุบายแห่งธรรมและปัญญานั้นไม่สามารถแยกจากกันได้
เมื่อศรัทธานั้นเต็มเปี่ยมและมนตราอยู่ในใจ ผู้คนเข้าถึงความกรุณาผ่านมนตราบทนี้ มนตราช่วยปลอบประโลมเป็นที่พึ่งในยามที่จิตเป็นทุกข์ที่สุด แม้เคยได้ยินมาว่ามนตราต่างๆมีอิทธิพลอย่างไรต่อผู้ศรัทธา
แต่แรงบันดาลใจที่นำมาสู่การนำมนตราบทนี้มาทำเป็นเพลง เกิดจากเมื่อวันหนึ่งพวกเราได้มีโอกาสดูหนังสารคดีสั้นเรื่อง Tashi and the Monk เป็นเรื่องของพระทิเบตท่านหนึ่งที่ดาไลลามะคัดเลือกให้ไปสอนธรรมะในประเทศตะวันตก ท่านได้ละทิ้งความสะดวกสบายของการเป็นอาจารย์ในประเทศตะวันตก เดินทางกลับมายังดินแดนแถบหิมาลัยและไปอยู่ในชุมชนห่างไกลและกันดาร เมื่อพบว่าพื้นที่นั้นมีเด็กถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมากจึงได้ก่อตั้งโรงเรียนและรับเด็กเหล่านี้มาดูแล
จุดกระแทกอยู่ที่เหตุการณ์หนึ่งในเรื่อง เมื่อพระท่านนี้ปฏิเสธครอบครัวหนึ่งที่ขอให้นำเด็กมาเลี้ยง เนื่องจากโรงเรียนเต็มมากเกินขีดจำกัดที่จะรับไหว และต่อมาเด็กได้ฆ่าตัวตายเนื่องจากปัญหาและแรงกดดันแวดล้อมของเขา
เมื่อพระทราบข่าวการตายจึงเดินทางไปเยี่ยมบ้าน ก็พบคุณยายของเด็กที่อยู่ในความเสียใจอย่างรุนแรง เล่าเรื่องไปร้องไห้ไปจนบางช่วงก็แทบพูดไม่ออกได้แต่ร้องไห้ แต่ท่ามกลางความโศกเศร้าขนาดหนักนั้นคุณยายยังสวดมนตรา โอม มณี เปเม ฮุม อยู่ตลอดเวลา และดูเหมือนเป็นที่พึ่งสุดท้ายที่ประคับประคองจิตใจของคุณยายอยู่ในยามนั้นก็คือมนตราบทนี้ คุณยายในสารคดีไม่ใช่นักแสดงแต่เป็นบุคคลจริง อานุภาพของมนตราแห่งความกรุณาประจักษ์ต่อเราอย่างชัดเจน และคิดว่าในกำลังที่เรามีจะทำอย่างไรได้บ้างที่จะนำมนตราแห่งความกรุณานี้ขยายไปในวงกว้าง และเชื่อมั่นว่าเมื่อมนตราบทนี้ได้แผ่ขยายไปจะนำความกรุณานั้นแผ่ไปในจิตใจผู้คนได้อีกมากมาย
**(จากคำสอนโดยองค์ดาไลลามะที่ 14 ที่ Kalmuck Monglian Buddhist Center, New Jersey)
หนทางแห่งโพธิสัตว์
ขอพูดถึงหนังสารคดีสั้นเรื่อง Tashi and the Monk อีกสักนิดจากมุมมองของการแต่งเพลง ซึ่งจากบทจริงแห่งชีวิตของอาม่าได้สร้างความสั่นสะเทือนภายในจิตใจของเราอย่างมาก จากเสียงที่ฮึมฮัมอยู่ในลำคอจนฟังไม่ได้ศัพท์ กระทั่งได้ยินเป็นคำพูดในเวลาไม่ช้าไม่นานนั้น ได้เปลี่ยนแปลงสภาวะภายในจิตใจของเราไปตลอดกาล…
โอม มณี เปเม ฮุม
ขอให้เราได้เป็นผู้ปกป้องคุ้มครองชีวิตทีบอบบาง เพื่อนำทางแก่ผู้เดินทาง จะเป็นเรือ เป็นสะพาน เป็นหนทาง กับผู้ปรารถนาไปยังฟากฝั่งนั้น
ขอให้เราได้ประคอง ปัดเป่า ความทุกข์ทั้งหลายให้หายไป ด้วยสองมือประนม อธิษฐานวิงวอนให้ดวงไฟแห่งธรรม เปิดทางที่มืดมิดให้สว่างสดใส
ขอให้เราได้บรรเทา เปลื้องปลด กงล้อแห่งสัตว์โลกข้ามพ้นไป ขอมอบบุญบารมีที่สั่งสมในกาลทั้งสามเพื่อปลดปล่อยสัตว์ทั้งหลาย ให้รู้ตื่นและดับไปในความทุกข์
โอม มณี เปเม ฮุม
ขอให้เราได้กลืนกินความเจ็บปวดของทุกชีวิตสลายไป ขอให้เราได้เป็นยา ผู้รักษา ผู้ดูแล ทุกชีวิตที่ป่วยไข้จนกว่าโรคภัยจะดับสูญ
ขอให้เราได้เป็นดังตะเกียง แด่ผู้ปรารถนาแสงไฟ เป็นฟูกนุ่มให้พักผ่อน เป็นสายธาร เป็นอาหาร ตามแต่ต้องการ ช่างแสนยินดี แม้ได้เป็นทาสรับใช้
ขอให้เราได้เป็นผู้รับไว้ ทุกความคิดที่มาดร้ายและหยามเหยียดให้ช่วยเหลือหรือชังเกลียดทำร้ายเรา ให้ผู้นั้นได้สมใจปรารถนา เรายังเป็นเพื่อนเดินทางไปสู่การแจ้งรู้
โอม มณี เปเม ฮุม
ขอให้เราได้เป็นดั่ง ความสุข สมหวัง แก่สัตว์โลกทั้งหลาย ขอดำรงไว้ด้วยใจ วาจา และกาย ด้วยโพธิจิตให้บรรลุถึงพร สมอย่างที่หวัง
ขอให้เราได้เป็นดั่งตะวันที่ขับไล่ความมืดให้จางซา ขอให้เราได้เป็นดั่งจันทรา ที่ยังความชุ่มชื้น ดับความกระหาย ดับร้อนให้สังสารใบนี้
ขอให้เราได้อุ้มโอบสัตว์โลกเสมือนดั่งอากาศ ฟ้า น้ำ ดินทราย ขอดวงไฟแห่งโพธิญาณ ไม่เสื่อมคลายไปจนกว่า จะหมดกาลเวลา แห่งสรรพสัตว์สุดท้าย
โอม มณี เปเม ฮุม
Om Mani Padme Hum
May I be the protector for the vulnerable, be a guide to travelers, be a boat, a bridge, for those who wish to cross over.
May I relieve every suffering, may it all disappear. With folded hands, I pray for the light of dharma to illuminate even the darkest paths.
May I help to release and free all beings from these wheels. My merits accumulated in the three times, I dedicate for the liberation of all beings, to be awaken and cease to suffer.
Om Mani Padme Hum
May I absorb and relieve suffering of all sentient beings May I be the medicine, the healer, the caretaker for the sick until all illnesses are diminished.
May I be a lamp for those who seek for light. Be their beds to rest, be the water, the food, whatever they need, will gladly be their slave.
May I accept all thoughts of harm and ridiculed. Those who seek my help, or have hatred and harmful thought towards me, may all their wishes fulfilled. I am yet their companion along the path of enlightenment.
Om Mani Padme Hum
May I be the happiness and satisfaction for all sentient beings. Maintaining with my mind, speech, body, and with Bodhicitta, may all their wishes granted and blessed.
May I be like the sun that dispels the darkness. May I be like the moon that brings moist, eliminate thirst and heat in this samsara.
Just like the air, sky, water, and ground, may I nurture all lives. May the light of enlightened wisdom shine luminously until all beings are liberated.
Om Mani Padme Hum
เล่าเรื่องเบื้องหลังการถ่ายทำ บันทึกหนทางแห่งโพธิสัตว์
ถ้าพูดถึงคำว่าพระโพธิสัตว์ซึ่งเป็นนามธรรม สิ่งที่ใช้สื่อความหมายเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ดีที่สุดน่าจะเป็นศิลปะ ภาพวาด หรือรูปปั้น ขณะที่กำลังจัดระบบในการทำเพลงหนทางแห่งโพธิสัตว์ มีความบังเอิญต้องเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น ในช่วงเวลาที่กำลังหาข้อมูลของประเทศญี่ปุ่นอยู่นั้น ก็ได้พบกับวัด Nihonji ตั้งอยู่ในภูเขา Nokogiriyama เมือง Chiba จุดเด่นของวัดนี้นอกจากจะมี Daibutsu หรือพระไภษัชยคุรุที่ใหญ่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว ยังมีหินแกะสลักเป็นรูปพระอรหันต์ 1,553 องค์กระจายอยู่ทั่ววัด…
วัด Nihonji | ภูเขา Nokogiriyama | เมือง Chiba
จังหวัดชิบะ มีวัดเก่าแก่ของที่นั่น คือวัดนิฮอนจิ (Nihonji Temple) ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขา Nokogiri วัดนิฮอนจินี้เนื่องจากเป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยนารา เมื่อเวลาผ่านไปได้มีการบูรณะมาเป็นลำดับ จนกระทั่งในปี 1774 มีการบูรณะครั้งใหญ่และในช่วงนั้นเองก็มีการสร้างรูปปั้นพระอรหันต์ 1,553 องค์ และองค์พระใหญ่ซึ่งมีความสูงถึง 31 เมตร โดยการสร้างองค์พระใช้เวลาในการแกะสลักที่หน้าผาอยู่ถึงสามปีจนเสร็จสมบูรณ์ในปี 1783 เป็นพระพุทธรูปหินแกะสลักที่สูงที่สุดของญี่ปุ่น องค์พระนี้เป็นองค์ Yakushi Nyorai หรือภาษาไทยเรียกชื่อท่านในนามพระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต หรือพระพุทธเจ้าการแพทย์ โดยรูปปรากฏของท่านมักจะเป็นปางประทับนั่ง และพระหัตถ์ถือโถน้ำอมฤตซึ่งเป็นโอสถ พระองค์ได้ตั้งพระปณิธานไว้ 12 ประการ เพื่อช่วยเหลือปลดปล่อยผู้ทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยและโรคภัย ผู้ยากไร้หิวโหย และผู้ตกเป็นทาสของอวิชชา
Koyasan

Bodhisattva of Koyasan
โพธิสัตว์แห่งโคยะซัง
การเดินทางมาจนถึงโคยะซัง ศูนย์กลางนิกายชินกอน ทำให้เราตื่นตาตื่นใจกันมากว่า วัชรยานแบบญี่ปุ่นมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ทุกเรื่องราวที่นั่นดูเหมือนจะเชื่อมโยงไปที่พระภิกษุท่านหนึ่งชื่อว่า พระอาจารย์คูไค ที่เป็นผู้วางรากฐานวัชรยานอย่างมั่นคงไว้ที่นี่และทุกอย่างก็งอกงามขึ้นมาจากจุดนั้น และในขณะเดียวกันประวัติศาสตร์ก็ยังคงถูกเก็บไว้อย่างดี วัดที่สร้างแต่โบราณ หรือแม้กระทั่งหลุมฝังศพของท่านอาจารย์คูไคก็อยู่ที่นั่น และเป็นสุสานที่มีชีวิตขึ้นมาด้วยความรักและศรัทธาของศิษย์รุ่นต่อรุ่น ซึ่งแม้นับพันปีผ่านไปลูกศิษย์ก็ยังคงเพียรจุดเทียนที่หลุมศพท่านต่อเนื่องอย่างไม่เคยดับ









หนึ่งในพระอาจารย์ที่เป็นที่ศรัทธาและมีชื่อเสียงมากที่สุดท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นก็คงจะเป็นพระภิกษุคูไค หรือต่อมาได้รับการขนานนามอย่างยกย่องว่า โคโบไดชิ (弘法大師 ปรมาจารย์ผู้เผยแผ่พุทธธรรม) ผู้ก่อตั้งนิกายชินกอนท่านนี้ได้รับการยอมรับอย่างสูงสุดในฐานะปราชญ์ กวี ศิลปิน และวิศวกร
ท่านคูไคเกิดในตระกูลขุนนางที่เกาะชิโคกุ ได้รับการศึกษาอย่างดีตั้งแต่วัยเยาว์ ท่านได้เดินทางไปศึกษาที่นาราซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงปลายยุครุ่งเรืองของเมืองนารา เนื่องจากจักรพรรดิกำลังจะย้ายเมืองหลวงจากนาราไปยังเกียวโต แต่ท่านก็อยู่ศึกษาที่นั่นและพบว่าท่านนั้นค่อยๆคลายความสนใจในวิชาที่สอนในหมู่ชนชั้นสูงเพื่อการปกครอง แต่ท่านกลับเพิ่มพูนความสนใจอย่างจริงจังในการศึกษาพุทธศาสนา โดยท่านเลือกที่จะปลีกวิเวกในป่าและออกจาริก และเมื่อลงมือปฏิบัติและค้นคว้าอย่างลึกซึ้งจริงจังท่านก็พบทางตัน เนื่องจากคัมภีร์ที่มาถึงญี่ปุ่นในสมัยนั้นโดยเฉพาะคัมภีร์ที่ท่านสนใจยังมีให้ศึกษาไม่มากนัก พุทธศาสนาก็ยังวางรากฐานไม่สมบูรณ์ ในช่วงทศวรรษนั้นพระภิกษุที่แสวงหาพระธรรมก็มักจะต้องเดินทางไปศึกษากับปรมาจารย์ต่างๆ ที่ประเทศจีน
ท่านคูไคก็เช่นกัน ท่านได้ร่วมเดินทางกับคณะสงฆ์ ไปยังประเทศจีนซึ่งสมัยนั้นตรงกับช่วงราชวงศ์ถัง ท่านคูไคได้ศึกษาและได้รับการถ่ายทอดพุทธศาสนาจากพระอาจารย์สำคัญโดยเฉพาะจากคัมภีร์ตันตระ และท่านยังได้ศึกษาภาษาสันสกฤต การเขียนอักษรประดิษฐ์จีน และการประพันธ์กวี ท่านคูไคนำคำสอนกลับมาญี่ปุ่นและชื่อเสียงของท่านก็แผ่ไปอย่างรวดเร็ว ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดโทไดจิที่นาราและเริ่มเขียนคำภีร์ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของนิกายชินกอนในญี่ปุ่น และได้สร้างวัดสำคัญและวางรากฐานการปฏิบัติที่เกียวโตและโตเกียว พระอาจารย์คูไคยังสร้างสถานจำศีลที่ภูเขาโคยะซึ่งปัจจุบันกลายเป็นสถานจาริกที่สำคัญและมีวัดสร้างเกิดขึ้นอีกนับร้อยแห่ง
ตำนานเกี่ยวกับชีวิตและการปฏิบัติของท่านคูไคมีมากมาย ท่านเป็นพระอาจารย์ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในใจของผู้ศรัทธาอย่างไม่เสื่อมคลาย เช่นการเดินจาริกไปยัง 88 วัดที่มีตำนานเกี่ยวข้องกับท่านคูไคที่เกาะชิโคกุ เป็นประเพณีการจาริกที่ยังคงมีผู้ศรัทธาหลั่งไหลกันมาทุกปี
ตำนานพิสดารเล่าว่า ขณะอยู่ที่ประเทศจีนท่านคูไคได้ตั้งจิตถึงสถานที่ในญี่ปุ่นซึ่งจะเป็นผืนดินที่คำสอนที่ท่านรับมาจากจีนจะหยั่งราก จากนั้นท่านก็ขว้างวัชระมาจากเมืองจีนไปทางทิศของประเทศญี่ปุ่น
เวลาผ่านไปนับสิบปีจากที่ท่านกลับมาจากจีน ท่านคูไคพยายามเดินทางเสาะหาสถานที่นี้แต่ก็ไม่พบ จนมาวันหนึ่งหลังจากทำสมาธิในป่า มีนายพรานผ่านมาพร้อมกับสุนัข 2 ตัวหนึ่งมีสีขาวและอีกตัวสีดำ ท่านคูไคสอบถามนายพรานถึงสถานที่สัปปายะสำหรับสร้างสถานภาวนาและศึกษาธรรม นายพรานเล่าถึงสถานที่ซึ่งมีแต่ความบริสุทธิ์ปกคลุมด้วยเมฆในตอนกลางวันและมีแสงประหลาดปรากฏในตอนกลางคืน หากต้องการจะไปสุนัขทั้งสองตัวจะนำทางไปได้ จากนั้นนายพรานก็หายไป ท่านคูไคจึงออกเดินทางไปกับสุนัขทั้งสองตัว
ตำนานยังกล่าวถึงเรื่องราวมากมายระหว่างการเดินทางของท่านคูไคและการพบกับเทพเทวดาซึ่งเป็นผู้คุ้มครองป่าที่นั่น จนในที่สุดสุนัขก็นำท่านมาถึงป่าแถบหนึ่งในยามพลบค่ำ ท่านเห็นแสงเรืองรองของบางสิ่งออกมาจากต้นสน และเมื่อเข้าไปดูก็พบวัชระที่ท่านขว้างมาจากเมืองจีนนั้นเอง ซึ่งต่อมาจุดนั้นเป็นสถานที่ซี่งวัดแห่งแรกของโคยะซังได้ถูกสร้างขึ้นทางทิศเหนือ ท่านคูไคตั้งชื่อวัดว่า Kongobu-ji แปลว่า วัดแห่งยอดวัชระ ซึ่งวัชระหรือเพชรเป็นสัญลักษณ์แทนการไม่มีวันถูกทำลายล้างของพระธรรม







OKUNOIN สุสานที่ไม่มีผู้ตาย
ชาวญี่ปุ่นผู้ศรัทธานิกายชินกอนเชื่อว่า ผู้ที่ถูกฝังอยู่ในสุสาน Okunoin นั้นไม่ใช่ผู้ที่ตายไปแล้ว แต่เป็นดวงวิญญาณที่อยู่กับพระอาจารย์คูไค ซึ่งท่านก็กำลังทำสมาธิอยู่ที่นั่นเช่นกันเพื่อรอการมาของ Miroku Bosatsu หรือพระศรีอริยเมตไตรยในการถ่ายทำวีดีโอครั้งนี้ เราใช้เวลาไปอย่างมากในสุสานจนน่าประหลาดใจ เราถูกดึงดูดไว้ด้วยความสงบและความงดงามอย่างยิ่งที่นี่ จนไม่อยากออกไปไหน ถ่ายทำกันทั้งกลางวันและเวลาดึกสงัด ความสง่างามของต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ที่นั่น การจัดวางหลุมศพอย่างรักเคารพ รวมทั้งองค์พระมากมายที่ผู้อยู่ข้างหลังสร้างให้ผู้จากไป ล้วนเป็นพลังให้สุสาน OKUNOIN เต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและโอบอ้อมยิ่งนัก
JIZO โพธิสัตว์ผู้คุ้มครอง
ผู้ศรัทธาชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ดูแลคุ้มครอง โดยเฉพาะเด็กๆ ที่เสียชีวิตก่อนพ่อแม่ ชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อว่าเด็กเล็กๆอาจจะไม่สามารถข้ามไปยังชีวิตต่อไปได้ เนื่องจากยังไม่ได้สั่งสมบุญไว้มากนัก แต่ด้วยพรและการคุ้มครองของ Jizo ท่านจะปกป้องและนำพาเด็กๆเหล่านี้ไป ที่สุสานของเด็กมักจะมีรูปปั้นองค์ Jizo เล็กๆอยู่ด้วย และพ่อแม่จะนำของเล่นไปวางไว้หรือผูกผ้าให้ที่ Jizo
ในพุทธมหายานนั้นองค์ Jizo ก็คือพระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ ซึ่งด้วยปณิธานของท่านที่จะไม่ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าก่อนที่จะสามารถช่วยสัตว์โลกทั้งหมดให้พ้นจากนรกภูมิ ท่านจึงเป็นที่เคารพรักในฐานะพระโพธิสัตว์ของผู้ทุกข์ยาก รูปลักษณ์ของท่านนั้นพระหัตถ์หนึ่งถือไม้เท้าซึ่งเชื่อว่าใช้เปิดประตูนรก และอีกหัตถ์ถือแก้วจินดามณีเพื่อส่องแสงให้ความมืดมนจางหายไป
บทเพลงแห่งมนตราปรัชญาปารมิตา